เฮ้อ...กว่าจะได้มาต่อ...
บุกเดี่ยวเราจะจบในตอนนี้มั้ยนะ...
ที่ญี่ปุ่นพระอาทิตย์ขึ้นเร็วมาก ตีสามฟ้าก็สว่างแล้ว ทำให้นึกว่าตื่นสายตลอด
มาเที่ยวที่นี่ สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทยคือ ยาดมและยาคลายกล้ามเนื้อ
ยาดม สำหรับคนที่ติดอย่างเรา ช่วยได้เยอะ เวลาตื่นเต้น ฮ่าๆๆ ไม่ใช่หรอก คือมาที่นี่เราไม่เห็นมันจะมีขายเลย
ยาคลายกล้ามเนื้อ ด้วยความว่า เราเดินเยอะมากๆ รับรองไม่ใช่เราแต่ทุกๆคนที่มาเที่ยวที่ญี่ปุ่น จะต้องเดินเยอะ
ช่วยให้หลับสบาย แถมตอนเช้าก็กระปรี่กระเปร่า แต่ว่า กินก่อนนอนนะ ไม่งั้นจะง่วงระหว่างเที่ยว
ที่บ้านเราไม่มีอ่างอาบน้ำ แต่ว่าที่ญี่ปุ่นห้องอาบน้ำแทบจะมีอ่างอาบน้ำทุกที่เราเลยได้นอนแช่น้ำเป็นชั่วโมงๆ
โชคดีที่โรงแรมที่เราไปพัก เค้ามีออนเซนด้วย น้ำที่เราอาบก็เลยเป็นน้ำเดียวกะที่ออนเซน
แต่อิฉันไม่กล้าไปออนเซน ขอวิชาแก่กล้ากว่านี้ก่อนจะกลับไปฝึกแก้ผ้าเดินในบ้าน ฮ่าๆๆ
ทริปนี้โชคดีที่เราโดนอากาศหฤโหดแค่วันนั้นวันเดียว((ที่รู้สึกเหมือนจะทนไม่ได้อ่านะ))
หรือว่าร่างกายเราเริ่มปรับได้แล้วก็ไม่รู้ซินะ
เพราะวันที่เราไปเจอหิมะ เราก็รู้สึกว่ามันไม่ได้หนาวมากนัก แค่หนาวๆแบบชิวๆ ทนได้ไม่รู้สึกลำบากอะไร
เราใส่แต่แจ๊คเกตธรรมดาเลยด้วยซ่ำ
แต่คงเพราะว่า...มีถุงมือชั้นดีและหมวกถักพร้อมผ้าพันคอเข้าเซต ด้วยความที่เส้นใยมันทำมาเพื่อเมืองหนาว
ใส่ปุ๊บอุ่นปั๊บเลยว่างั้น เสื้อกันหนาวหนาๆเลยหมดประโยชน์ไป วางกองทิ้งไว้ในรถบัสที่นั่งขึ้นมา
((ในที่นี้หมายถึงหิมะในฤดูใบไม้ผลิบนฟูจิซังอ่านะ ซึ่งก็มีหิมะตลอดปีมันอยู่แล้ว))
เราแพลนไว้ว่าจะต้องไปฟูจิซังด้วย ไม่มาเห็นด้วยตาก็รู้สึกว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่น
ฟูจิซัง อยู่ยะมะนะชิและชิซึโอคะ ซึ่งเป็นทางตะวันตกของโตเกียว
ทั้งๆที่ยังอยู่โตเกียวในขณะเดินทาง แต่เราก็เห็นยอดฟูจิซังได้ แสดงว่า วันนี้ฟ้าแจ่ม ไม่มีเมฆฝน ใจชื้นเลยเรา
พยายามถ่ายรูปมาในขณะยังอยู่ในโตเกียวว่ามันเห็นจริงๆ แต่ว่ากล้องมันห่วย ก็เลยอดตามระเบียบ
พอนั่งรถไปใกล้ถึง ก็เริ่มเห็นหิมะทีละน้อยๆ ไปจนเยอะ ตื่นเต้นมากเลยเรา เพราะเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นหิมะ
อย่างกะบ้านนอกเข้ากรุงเลยแหละ ตื่นเต้นเอามากๆ เก็บอารมณ์ไม่อยู่ ถึงกับไปเอาหน้าแนบกระจกดู
สะดุ้งเลยละครับพี่น้อง โคตรจะเย็น อยากกะเอาหน้าไปแนบน้ำแข็ง
ด้วยความที่อุณหภูมิในรถมันอุ่น เราเลยไม่ได้รู้สึกว่าข้างนอกรถมันเย็นยังไงขนาดไหน
รถที่นั่งไปก็มีอุณหภูมินอกรถโชว์ด้วย ถ้าจำไม่ผิด น่าจะประมาณ-13 ํหรือ -18 ํมั้ง...
นั่งมาเรื่อยๆ ฟูจิซังก็ใหญ่ขึ้นทุกทีๆ แต่เผลอแว๊บเดียว ฟ้าก็ครื้มอีกแล้ว ทำใจแป้วอีกรอบ
ชักภาพมาฝากกัน ฟูจิซังในระยะไกล
.
.
.
@YAMANISHI
ตามรูป ฟ้ากำลังครึ้มพอดีพี่เมฆงี้ดำลอยมาเลย
พอเข้าเขตของฟูจิซัง หิมะเชิงเขาก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ
@เชิงฟูจิซัง
และแล้วก็มาถึง
.
.
.
เพราะเตรียมพร้อมใส่หมวก สวมถุงมือ พันผ้าพันคอ ตั้งแต่รถเพิ่งอยู่ที่เชิงเขา
พอรถจอด ประตูเปิด อีคุณกรู ก็แทบจะวิ่งลงไปเลย จนลืมเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ไว้บนรถ
ลืมแม้กระทั่งต้องรอฟังโชเฟอร์ซังบอกด้วยว่าจะต้องไปขึ้นรถตรงไหน
เพราะที่เค้าปล่อยให้ลงกับลานจอดรถมันอยู่คนละส่วนกัน ณ.ตอนนั้นลืมทุกอย่าง
ด้วยความที่ใจมันไปอยู่ที่กองหิมะแล้ว สติสตังค์ไม่เหลือ ((ทำไมกรูเป็นเยี่ยงนี้))
ชั้นที่เราได้ขึ้นไป เป็นแค่ชั้น5 คือชั้นสูงที่สุดที่รถจะขึ้นไปได้ ส่วนจริงๆแล้ว มันจะมี9ชั้น
6-9 เดินลุกเดียว ยิ่งสูงยิ่งดิ่ง
.
.
.
เป็นอีกความฝันนึงของเรา ถ้ามีโอกาส เราขอขึ้นไปให้ถึงชั้นที่9 ให้ได้
อยากเห็นญี่ปุ่นในขณะที่เท้าเหยียบอยู่บนยอดฟูจิซัง
ชักรูปกับหิมะที่ไฝ่ฝัน
@富士山
โชคดีที่คนไม่เยอะมาก ขาตั้งกล้องเลยไม่เป็นปัญหา
ขอตั้งกล้องตัวนี้ของเราสะดวกมาก
มันเป็นขาตั้งกล้องชุดเล็กที่ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับชุดใหญ่เลยทีเดียวแถม
ได้ฟรีมาเพราะ ก่อนหน้านี้น้องสาวมาเที่ยวที่ญี่ปุ่น
แล้วซื้อขาตั้งกล้องตัวนี้
บังเอิญเป็นลุกค้าครบคนที่เท่าไหร่ของทางร้านไม่รู้ บิลนั้นเลยถือว่าเป็นรางวัลไม่เสียเงิน โชคดีจริงๆ
และแล้วก็เกิดปัญหา...ที่ว่ารีบวิ่งลงไม่ได้ฟังถึงที่จอดรถ แถมทะเบียนรถก็จำไม่ได้ ดีจริงๆ
เอ้า..ก็เดินหากันไป แรกๆไม่เท่าไหร่ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอซักที รถก็เหมือนๆกันทุกคัน
แต่โชคดีที่สีเสื้อเราเจ็บใจมาก แถมอาการอัลเลิทตั้งแต่บนรถ โซเฟอร์ซังเลยจำเราได้
เรียกเราแล้วก็ถามโน่นนี่มากมาย ((อย่าถามเยอะๆได้มั้ยคะพี่ บอกว่าพอแถๆได้ ไม่ได้บอกว่าพูดเก่ง))
@ลานจอดรถกับโชเฟอร์ซัง
วันนั้นจากฟูจิซังแล้วก็ได้เที่ยวตามวัดในยามะนิชิอีกหลายๆที่
ถึงจะหนาวๆ แต่ว่าเพราะแดดจัด เลยรู้สึกเย็นกำลังดี
ในยามะนิชิก็เป็นเมืองที่เงียบๆดี ถนนเป็นเนินเขาเล็กๆเยอะ เราว่าบรรยากาศโอเค สะดวกสบายแถมไม่วุ่นวาย
ได้ฝากท้องกับอาหารชุดที่นี่ด้วย ดูเหมือนไม่เยอะ แต่อิ่มเลยทีเดียว
ก่อนเข้าโตเกียวก็ได้เที่ยวที่ฮาโกเน่
เป็นอีกที่นึงที่อยากเที่ยว เห็นในรูปตามหนังสือแล้วรู้สึกว่าสวยดี
พอเห็นจริงๆแล้ว โอ้ว วิวสวยกว่าในรูปอีก
ชักรูปมาด้วยนิดหน่อย ไว้จะเขียนแบบเจาะลึกฮาโกเน่อีกทีวันหลัง
สวยมากประทับใจๆวิวดี คราวหน้ามาอีก ขอมาค้างคืนที่นี่ด้วย
@HAKONI
รอเรือเทียบท่า เพื่อขึ้นเรือร่องทะเลสาบอชิ
@ASHI LAKE
ณ.บนเรือ ลมแรงหนาวดี รอบๆทะเลสาบวิวสวยระเบิดระเบ้อ
พร้อมชักภาพกับหนุ่มลากเรือรูปหล่อ ที่เราเล็งไวตั้งแต่ก่อนขึ้นเรือว่าต้องมาขอถ่ายรูปให้ได้
ที่ตลกก็คือ พอกลับเมืองไทยมา เราเจอพ่อหนุ่มคนนี้ในหนังสือนำเที่ยวของไทยเล่มนึง
คนเขียนเล่มนั้น ถ่ายคู่กับเค้าด้วยเหมือนกัน มุมเดียวกะเราเลย ฮ่าๆๆ
วันนี้เป็นอีกวันที่เดินเยอะมาก เราหลับเกือบตลอดทางที่เข้าโตเกียว ต้องเก็บแรงไว้ เพราะคืนนี้เราต้องบุกชินจุกุ
จากถนนที่รถวิ่งสบายๆ พอเข้าโตเกียวเท่านั้น รถติดเลยทีเดียว ได้ฟิวกทม.สุดๆ
พอรู้ว่าเข้าโตเกียวเท่านั้นกระเด้งขึ้นมาเลย ฉันจะได้ช๊อปแล้ว
วันนี้นัดเพื่อนคนไทยที่มาเรียนที่ญี่ปุ่นไว้ ว่าจะมาเดินเที่ยวกัน พอถึงชินจุกุฟ้่าก็มืดอากาศก็หนาวได้ทีพอดี
เรานัดเพื่อนคนไทยไว้ที่หน้าอิเซตัน ก็ไปตามนัด แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มา แถมโทรไปมือถือก็ไม่ติด
คาดว่าแบตคงหมด โอ้ว...อยากตะโกนด่าเป็นภาษาถิ่น ไม่ซิ ด่าไปแล้ว
ตอนนั้นเฟวมาก ทั้งเปี่ยวทั้งเหงา หวังว่าจะได้จ้อไทยแล้วได้กรี๊ดกร๊าดกับการช๊อปของดาราๆด้วย
แต่
กลับต้องมา...เดินเที่ยวคนเดียวอีก อากาศก็หนาว มืดก็มืด
ต่างบ้านต่างเมือง คนนัดก็ดันไม่มา อยู่ตัวคนเดียวอีก
มีอะไรมากกว่านี้อีกมั้ย
นั่งตั้งสติหน้า อิเซตันเกือบครึ่งชั่วโมงได้่ สุดท้ายก็สลัดความหงุดหงิดทิ้ง
และตัดสินใจว่าจะเดินชดเชยแม่มคนเดียวทุกห้างเลย((เอาให้ตายกันไปข้างนึง))
ตัว
คนเดียวตั้งกี่วันแล้ว อีกซักนิดจะเป็นไรไปแต่ที่วิตกกว่าปกติ
เพราะเคยอ่านเจอว่า ชินจิกุเป็นแหล่งเที่ยวกลางคืนด้วย หญิงไทยใจงาม
ไม่ควรฉายเดี่ยว
แต่เอาน่า ไอ้เรา ตัวไม่งาม แถมใจก็ไม่งามอีก ลองมันอีกซักตั้ง
การเดินทางจึงได้เริ่มต้นอีกครั้ง
.
.
.
ขอจบเท่านี้ก่อนแล้วกัน รู้สึกเหมือนพร่ำเพ้อไปเยอะมาก
คาดว่า ครั้งหน้า บุกเดี่ยวของเราจะได้เสร็จซักที
จริงๆ...แล้ว...อยากต่อให้จบภายในพาร์ทนี้
แต่ว่า...ดันมีเรื่องเกิดขึ้นอย่างที่ได้เกริ่นไป แถมมีเรื่องน่าสนุกตื่นเต้นเกิดขึ้นอีก ยาวแน่คราวนี้
.
.
.
แล้วเจอกันใหม่นะ
.
.
.
つづく